เว็บไซต์วงการฟุตบอลอันดับ 1 ของคนไทย อัพเดทข่าวคราวแวดวงการ พรีเมียร์ลีก กัลโช่ บุนเดสลีกา ลา ลีกา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ยูโรปาและลีกต่างๆเอาไว้มากมาย ไฮไลท์บอลวันนี้ ทั้ง ผลบอลสด ตารางบอล โปรแกรมบอลคืนนี้ รวมทั้งทีมโปรด แมนยู ลิเวอร์พลู แมนซิ เชลซี และอีกมากมาย

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสโมสรลิเวอร์พูล ทุกความสำเร็จต่างมีความแตกต่างกัน

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสโมสรลิเวอร์พูล ทุกความสำเร็จต่างมีความแตกต่างกัน

ถ้าถามแฟนบอลคนใดก็ตามที่ติดตามสโมสรในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา สำหรับความทรงจำที่น่าจดจำที่สุดของพวกเขา และแน่นอนว่าพวกเขาจะกล่าวถึงอิสตันบูล หรือมาดริด, คาร์ดิฟฟ์ หรือดอร์ทมุนด์

ส่วนเหตุการณ์ในวันนี้เมื่อ 25 ปีก่อน เมื่อหงส์เอาชนะโบลตัน วันเดอเรอร์ส 2-1 ที่เวมบลีย์ เพื่อชูถ้วยลีก คัพ สมัยที่ 5 ก็น่าจะอยู่ในใจของบางคน

แต่ถ้วยรางวัลทุกชิ้นต่างมีเรื่องราวเบื้องหลังเฉพาะตัว และในวันครบรอบ 25 ปี เราจะย้อนมองความหมายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในลีก คัพ ปี 1995

14 เดือนหลังจากรอย  อีแวนส์รับหน้าที่คุมทีมถัดจากแกรม ซูเนส คำว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ แน่นอนถูกนำไปใช้กับทีมลิเวอร์พูลในช่วงเวลาแห่งชัยชนะอย่างแน่นอน สำหรับเอียน รัช และจอห์น บาร์นส์ ตำนานสโมสรแล้ว โคคา-โคลา คัพ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในตอนนั้น เป็นถ้วยเมเจอร์สุดท้ายที่พวกเขาคว้าแชมป์ได้ในช่วงปลายอาชีพที่รุ่งโรจน์ในแอนฟิลด์

สำหรับอีแวนส์ มันเป็นรายการเดียวกันในฐานะผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ซึ่งไม่มีข้อสงสัยกับความตื่นเต้น และช่วงเวลาสำคัญในการคุมทีมของเขา เช่นกันกับ 5 ตัวจริงของหงส์แดงในบ่ายวันอาทิตย์ที่อากาศสดใส

ในรายชื่อไม่ได้นับรวมร็อบ โจนส์ ที่ลงเคยลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 1992 ด้วยวัยเพียง 20 ปี เรื่องราวในอาชีพของโจนส์เป็นที่รู้จักกันดี แต่ในฤดูกาล 1994-95 แบ็กขวาดาวรุ่งยังอยู่ในช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม และหนึ่งในรายชื่อแรกๆ ในทีมของอีแวนส์ หลังจากลงเล่นรวม 46 นัด รวมถึง 8 เกมลีก คัพ ที่ลิเวอร์พูลเอาชนะอาร์เซนอล และเกมเอาชนะแบล็กเบิร์น โรเวอร์สแชมป์ลีกในฤดูกาลนั้นระหว่างเส้นทางสู่สนามกีฬาแห่งชาติ

“ผมเคยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาแล้ว แต่นัดชิงชนะเลิศทุกรายการมีความสำคัญมาก”โจนส์กล่าวกับ Liverpoolfc.com

“ผู้คนบอกว่าลีก คัพ ไม่ได้ทรงเกียรตินัก แต่เมื่อเราทำงานตลอดทั้งฤดูกาลเพื่อให้ตัวเองได้ไปอยู่ตรงนั้น คุณก็อยากจะชนะมันจริงๆ”

“โบลตันทำได้ดีจริงๆ ในการไปที่นั่น และผมคิดว่าบางคนคิดว่าเราจะชนะพวกเขา 5-0 หรือ 6-0 แต่มันไม่มีทางจะเป็นอย่างนั้น”

ในความเป็นจริงโบลตันของ บรูซ ริออช เป็นอุปสรรค์ที่สำคัญ แม้ว่าจะมีสถานะอยู่ในดิวิชั่น 1 ก็ตาม แต่ไม่อาจจะประมาทได้ โบลตันได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ในพรีเมียร์ลีกในสองเดือนถัดมา แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในส่วนของบอลถ้วย พวกเขาเขี่ยทีมในลีกสูงสุดอย่างอิปสวิช เวสต์แฮม และนอริชระหว่างเส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์ ไม่ต้องพูดถึงการที่เคยหยุดเส้นทางการป้องกันแชมป์ของซูเนสในเอฟเอ คัพ ด้วยการบุกชนะ 2-0 ที่แอนฟิลด์ย้อนกลับไปในปี 1993

“ผมคิดว่ามันนำมาซึ่งความกดดันที่แตกต่างออกไป  และมันสะสมความเข้มข้นขึ้น”โจนส์ตั้งข้อสังเกต “ทุกคนคาดหมายว่าคุณจะชนะ แต่โบลตันคู่ควรที่จะไปถึงตรงนั้น”

“ในความคิดของคุณมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ‘ถ้าเราแพ้ที่นี่ เราจะต้องอับอาย เราคือสโมสรลิเวอร์พูล เราไม่ควรจะแพ้ให้กับทีมลีกล่าง’ แต่พวกเขาเล่นได้ดีในวันนั้น และสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม”

11 ตัวจริงของโบลตันยังมีอาวุธลับอีกสองคนซึ่งมาในรูปของสเก๊าเซอร์ ทั้งอลัน สตั๊บบ์ และเจสัน แม็คคาเทียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายหลังกระตือรือร้นที่จะสร้างความประทับใจเพื่อย้ายไปอยู่กับฮีโร่วัยเด็กของเขา ซึ่งมันเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนต่อจากนั้น

กองกลางที่เกิดในเบอร์เก้นเฮดส่องประกายเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งดวงใหม่เพียงข้ามฟากจากบูเทิ่ลมา

ไม่นานก่อนจบครึ่งแรก สตีฟ แม็คมานามานได้บอลจากบาร์นส์ และตัดสินใจพาบอลหนีแนวรับของโบลตันด้วยตัวเอง เขาเลี้ยงบอลออกไปทางฝั่งขวาของเขตโทษที่เขาเตะลอดขาสก็อตต์ กรีน และยิงเลียดผ่านคีธ บรานาแกน ผู้รักษาประตูโบลตันตุงตาข่าย

มันเป็นประตูจากความสามารถเฉพาะตัวอันยอดเยี่ยม แต่อีกเพียง 20 นาทีเศษ ปีกทีมชาติอังกฤษได้ทำประตูที่เหนือกว่านั้น

ลูกทีมของริออชโดนโต้กลับในครั้งนี้ แม็คมานามานกระชากจากเส้นกลางสนาม และแตะหนีกรีนอีกครั้ง และผ่านนักเตะอีกคนก่อนที่จะซัดเรียดเสียบเสาไกล

“นั่นเป็นประตูที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง ชายคนนี้ปลุกทุกคนในสนามเวมบลีย์ให้ตื่นขึ้นมา” เควิน คีแกน ที่เป็นผู้บรรยายร่วมเอ่ยปาก บางทีมันอาจจะดึงความทรงจำของเขาที่ทำสองประตูให้กับบลิเวอร์พูลในสนามเดียวกันกลับมาย้อนไปในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 1974

สำหรับโจนส์มันไม่น่าแปลกใจที่ได้เห็นเพื่อนสนิทของเขาไม่ตื่นเต้น ไม่ใส่ใจกับเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์ที่กดดัน แม้จะเล่นในระบบ 3-5-2 ของอีแวนส์ ซึ่งต้องการให้นักเตะวัย 23 ปีรับหน้าที่แตกต่างจากที่เขาคุ้นเคย

“สิ่งที่มีในตัวสตีฟคือเขามีความสม่ำเสมอตลอดทั้งอาชีพของเขา แต่เรามักจะพูดเกี่ยวกับนักเตะที่ยิ่งใหญ่ในเกมใหญ่ในสนามใหญ่อย่างเวมบลีย์ ‘คุณจะโชว์ฟอร์มออกมาได้ไหม?’ เพราะนักเตะชื่อดังบางคนไม่สามรถทำได้ แต่แม็คก้ามักจะดูเหมือนอย่างนั้นเสมอ เขาไล่บี้โบลตันในวันนั้น”

“ผมไม่ได้สนใจในเรื่องระบบ ผมเล่นวิงแบ็กมาแล้ว 2-3 ครั้ง แม้แต่ตอนที่ผมอยู่กับครูว์ มันค่อนข้างคล้ายกับฟูลแบ็ก เว้นแต่ว่าคุณตั้งรับน้อยลง ขึ้นๆ ลงๆ และเปิดลูกครอสเข้าไป”

“แม็คก้ารับหน้าที่เป็นตัวฟรี เขาจะขยับมาทางผมนิดหน่อย หลังจากนั้นจะโยกไปทางฝั่งของสติ๊ก (อิงเก้ บียอร์นบี) เราพบว่าหลายทีมพยายามจะประกบแม็คก้าแบบตัวต่อตัว ดังนั้นเรามักรู้สึกว่าถ้าเขาขยับไปรอบๆ มันจะทำให้ยากขึ้นสำหรับบางคนที่จะติดตามเขาไปทั่วสนาม และเขาอาจจะสร้างความหายนะได้”

โบลตันไม่ยอมง่ายๆ และตอบสนองกับประตูที่สองของแม็คมานามานเกือบจะทันดี ด้วยลูกยิงอันน่าทึ่งของพวกเขาจากลูกยิงกึ่งวอลเล่ย์ของอลัน ธอมป์สันที่พลิกยิงเสียบสามเหลี่ยมตุงตาข่ายของเดวิด เจมส์

แต่ลิเวอร์พูลรักษาสกอร์คว้าถ้วยใบแรกในรอบ 3 ปีได้สำเร็จ ถือว่าเป็นการรอคอยที่ยา;นานสำหรับเดอะ ค็อปที่คุ้นเคยกับความสำเร็จอย่างน้อยหนึ่งถ้วยทุกๆ รายการในระหว่างทศวรรษ 70 และ80

สำหรับรัช และบาร์นส์ วันนั้นเป็นการประสานเสียงส่งท้ายก่อนที่พวกเขาจะอำลาสโมสรในอีกหนึ่ง และสองปีต่อมาตามลำดับ

“รัชชี่เป็นนักสู้เสมอ ไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นแชมป์ยุโรปมามากแค่ไหน เขาต้องการชนะรายการนี้”โจนส์กล่าว “และการเป็นกัปตันมัน พิเศษมากสำหรับเขา”

“ถึงจะอายุมาก มาถึงช่วงปลายอาชีพ เขาปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นที่แตกต่าง และสำหรับทีม และจอห์นก็เหมือนกัน”

“หลังจากได้รับบาดเจ็บหลายครั้งเขาตระหนักดีกว่าเขาไม่สามารถเป็นปีกที่จะนำทีมตลอดไป ดังนั้นเขาจึงปรับตัว และผมคิดว่าแม็คก้าทำสิ่งที่คล้ายคลึงกันในช่วงต่อมาของอาชีพของเขา เขาเป็นเพลย์เมกเกอร์มากขึ้น และไม่ได้เลี้ยงบอลอย่างที่เคยเห็นกับโบลตัน นั่นแสดงให้คุณเห็นถึงความสามารถ และคุณภาพของนักเตะเหล่านี้”

แล้วการเฉลิมฉลองหลังการแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมคิดว่ามันไม่ค่อยสำคัญนะ ถ้าพูดตามตรง!”โจนส์หัวเราะ “ผมคิดว่าเรามีเกมกลางสัปดาห์หลังจากนั้น ดังนั้นในแง่การเฉลิมฉลองเราแค่ดื่มเบียร์ 2-3 แก้วหลังจากนั้น และหลังจากนั้นกลับไปยังลิเวอร์พูล ผมคิดว่ากลับไปในตอนเช้า แต่ผมน่าจะจำผิด! มันผ่านมาแล้ว 25 ปี…”