เว็บไซต์วงการฟุตบอลอันดับ 1 ของคนไทย อัพเดทข่าวคราวแวดวงการ พรีเมียร์ลีก กัลโช่ บุนเดสลีกา ลา ลีกา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ยูโรปาและลีกต่างๆเอาไว้มากมาย ไฮไลท์บอลวันนี้ ทั้ง ผลบอลสด ตารางบอล โปรแกรมบอลคืนนี้ รวมทั้งทีมโปรด แมนยู ลิเวอร์พลู แมนซิ เชลซี และอีกมากมาย

ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศได้อย่างสวยงาม เมื่อบุกไปเอาชนะปอร์โต้ ได้ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 1-4

ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศได้อย่างสวยงาม เมื่อบุกไปเอาชนะปอร์โต้ ได้ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 1-4

รายชื่อนักเตะ

11 ตัวจริง: อลิสสัน, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, มาติป, ฟาน ไดจ์ค, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, มิลเนอร์ ©, ไวจ์นัลดุม, มาเน่, ซาลาห์ และโอริกี

สำรอง: มินโญเลต์, เกอิต้า, เฟอร์มิโน่, โกเมซ, เฮนเดอร์สัน, สเตอร์ริดจ์ และชากิรี

Team News อัพเดตก่อนเกม:   

โอริกี ลงเป็นตัวจริงให้ทีมลิเวอร์พูลในเกมแชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย เลกที่ 2 กับปอร์โต้ โดยลงมาแทนเฟอร์มิโน่ ส่วนในจุดอื่นๆ มิลเนอร์ และไวจ์นัลดุม ลงมาแทนเกอิต้า และเฮนเดอร์สัน

จังหวะสำคัญในเกม

  • นาที 26 มาเน่ยิงให้ลิเวอร์พูลนำ 0-1
  • นาที 65 ซาลาห์ยิงให้ลิเวอร์พูลนำ 0-2
  • นาที 68 มิลิเตาโหม่งให้ปอร์โต้ตามมา 1-2
  • นาที 77 เฟอร์มิโน่โหม่งให้ลิเวอร์พูลนำ 1-3
  • นาที 84 ฟาน ไดจ์ค โหม่งให้ลิเวอร์พูลนำ 1-4

 

เกมในครึ่งแรก

เกมในเลกที่สอง แชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ลิเวอร์พูลไปเยือนสตาดิโอ โด ดราเกา โดยลิเวอร์พูลเอาชนะปอร์โต้ในเกมเลกแรกมาด้วยสกอร์ 2-0 ที่แอนฟิลด์

แต่เป็นปอร์โต้ที่ได้โอกาสทักทายด้วยลูกยิงไกลก่อนในนาที 1 และในนาที 7 อลิสสันต้องพุ่งรับลูกยิงของมาเรก้าเอาไว้ได้ ก่อนที่ในนาที 10 โรเบิร์ตสันต้องโหม่งเคลียร์หลังออกไป ก่อนที่เจ้าบ้านจะได้โหม่งเช็ดจากลูกเตะมุม แต่ไม่เข้าเป้า

ในช่วง 15 นาที แรก ปอร์โต้ยังเป็นฝ่ายที่ทำเกมรุกได้มากกว่าทีมเยือน แต่ลูกยิงของมาเรก้ายังไม่เข้าเป้า ในขณะที่ลิเวอร์พูลพยายามหาจังหวะเพื่อสวนกลับ แต่ยังไม่สามารถทำได้ และปอร์โต้ยังคงบุกเข้าใส่เป็นส่วนใหญ่ และในนาทีที่ 25 อลิสสันตะครุบลูกยิงไกลไว้ได้ และในนาที 26 ฟาน ไดจ์ค เข้าสกัดจังหวะสุดท้ายที่หลุดเดี่ยวไว้ได้

ในขณะเดียวกันในนาที 26 ซาลาห์คลึงบอลหลบกองหลัง ก่อนจ่ายให้มาเน่ส่งบอลเข้าประตู แต่กรรมการเป่าให้เป็นจังหวะล้ำหน้า ก่อนที่กรรมการจะเช็ค VAR และให้เป็นประตูของมาเน่ในที่สุด

อลิสสันเซฟลูกยิงอีกครั้งในนาที 29 และในนาที 32 มาเน่ไปทำฟาล์วใส่มิลิเตา รับใบเหลืองจากผู้ตัดสินเป็นคนแรกของเกม

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก 2 นาที ก่อนที่จะจบเกมลิเวอร์พูลเกือบได้ประตูเพิ่มจากลุกเปิดของเทรนต์ แต่บอลเฉี่ยวเสาไกลออกไปเพียงนิดเดียว

เกมในครึ่งหลัง

คล็อปป์ส่งเฟอร์มิโน่ลงมาแทนโอริกีในครึ่งหลัง และในนาที 50 ปอร์โต้ได้บุกที่กราบขวา ก่อนโยนเข้ากลาง ลิเวอร์พูลเคลียร์ไว้ได้

เอร์เรร่ายิงไปตรงตัวอลิสสันในนาที 57 ก่อนที่ลิเวอร์พูลได้บุกบ้างในนาที 59 โดยมาเน่พาบอลไปที่เส้นหลัง แล้วเปิดเข้ามาหมายจะให้ซาลาห์ แต่ถูกกองหลังปอร์โต้สกัดไว้ได้

ลิเวอร์พูลมาได้ประตูที่ 2 ในนาที 65 โดยมาจากจังหวะจ่ายบอลของเทรนต์ให้ซาลาห์ ก่อนยิงเข้าไปอย่างสวยงาม และจากนั้นคล็อปป์ส่งโกเมซลงสนามมาแทนเทรนต์

แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมา ปอร์โต้ตีเสมอจากลูกโหม่งของมิลิเตาจ่อๆ หน้าประตู อลิสสันหมดสิทธิ์เซฟ

มาเน่ได้โอกาสในนาที 73 เมื่อหลอกผู้รักษาประตูได้แล้ว แต่ยิงไม่เข้ากรอบ

หลังจากลิเวอร์พูลเสียประตู ทีมก็มาได้ประตูที่ 3 ในเกมเมื่อเฮนเดอร์สันวางบอลให้เฟอร์มิโน่ขึ้นโหม่งเข้าไปง่ายๆ ในนาที 77 และในนาที 84 ฟาน ไดจ์ค โหม่งบวกให้ลิเวอร์พูลนำห่างเป็น 4-1 หลังมิลเนอร์เตะมุม ก่อนมาเน่โหม่งเช็ดมาให้ฟาน ไดจ์ค โขกบอลเข้าไปแบบจ่อๆ

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง 2 นาที ก่อนจบเกม ลิเวอร์พูลทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศ แชมเปียนส์ลีก ด้วยสกอร์รวม 6-1 โดยไปพบกับบาร์เซโลน่า

Leave a Reply