เว็บไซต์วงการฟุตบอลอันดับ 1 ของคนไทย อัพเดทข่าวคราวแวดวงการ พรีเมียร์ลีก กัลโช่ บุนเดสลีกา ลา ลีกา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ยูโรปาและลีกต่างๆเอาไว้มากมาย ไฮไลท์บอลวันนี้ ทั้ง ผลบอลสด ตารางบอล โปรแกรมบอลคืนนี้ รวมทั้งทีมโปรด แมนยู ลิเวอร์พลู แมนซิ เชลซี และอีกมากมาย

ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ยังคงสร้างสถิติใหม่ต่อไปกับความท้าทายในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก และชัยชนะเกมล่าสุดทำให้พวกเขาจุดเดียวกันกับที่บิลล์ แชงคลีย์เคยทำได้ครึ่งทศวรรษก่อนหน้านี้

ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ยังคงสร้างสถิติใหม่ต่อไปกับความท้าทายในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก และชัยชนะเกมล่าสุดทำให้พวกเขาจุดเดียวกันกับที่บิลล์ แชงคลีย์เคยทำได้ครึ่งทศวรรษก่อนหน้านี้

ชัยชนะ 3-1เหนือเวสต์แฮมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นเกมที่ 21 ติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกที่แอนฟิลด์ เท่ากับสถิติตลอดการในลีกสูงสุดเท่าที่มีทีมใดๆ เคยทำได้ในบ้านที่สร้างไว้โดยหงส์แดงของแชงคลีย์ในปี 1972 หนึ่งในยุคที่ดีที่สุดของสโมสร และทั้ง 21 เกมในยุคนี้มีสถิติหลายอย่างที่น่าสนใจนำมาเทียบกับ

ลิเวอร์พูลทั้งสองชุดเสียไป 14 ประตูเท่ากัน แต่ทีมของคล็อปป์ทำได้มากกว่า 2 ประตู (61 ต่อ 59) แต่รุ่นของแชงค์สเก็บคลีนชีตมากกว่า (12 ต่อ 10) โดยที่ทีมของแชงค์สเริ่มต้น และหยุดสถิติด้วยทีมเดียวกันคือ คริสตัล พาเลซ ด้วยชัยชนะ 4-1 ในเดือนมกราคม 1972 และ 1-0 ในเดือนธันวาคมปีนั้น เป็นเกมสุดท้ายของสถิติเก่า

ลิเวอร์พูลชุดปัจจุบันเริ่มต้นจากการเอาชนะบอร์นมัธ 3-0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 และพวกเขาจะมาเยือนแอนฟิลด์อีกครั้งในวันที่ 7 มีนาคมที่จะเป็นโอกาสทำสถิติใหม่ ขณะที่ทีมทั้งสองยุคสร้างสถิติต่อเนื่องจาก 2 ฤดูกาล โดยทีมของแชงค์สเริ่มต้นจากการพลาดแชมป์เพียงแต้มเดียวในฤดูกาล 1971-72(ในยุคที่ชนะได้ 2 แต้มไม่ใช่ 3 แต้ม) แต่การต่อยอดผลงานในบ้านในฤดูกาล 1972-73 ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้ในที่สุด

หงส์แดงของคล็อปป์ก็พลาดแชมป์ในแบบเดียวกัน และตอนนี้พวกเขาต้องการชัยชนะอีก 4 นัดเพื่อความสำเร็จเทียบเท่ากับทีมของแชงค์สในการคว้าแชมป์ในฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะที่ชัยชนะมากที่สุดจาก 21 เกมในบ้านคือ การถล่มวัตฟอร์ด (กุมภาพันธ์ 2019) และฮัดเดอร์สฟิลด์ (เมษายน 2019) เหมือนกับชัยชนะมากที่สุดทั้งสองเกมในปี 1972 กับนิวคาสเซิลในเดือนมีนาคม และเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในปีนั้นเช่นกัน

ทั้งสองสถิติมีนักเตะลิเวอร์พูล 13 คนที่ทำได้อย่างน้อย 1 ประตู โดยในปี 1972 ไล่ตั้งแต่ จอห์น โตแช็ค (14) และเควิน คีแกน (8) ไปจนถึงฟิล บอร์สมา และบ็อบบี้ แกรห์ม (คนละหนึ่งประตู) ส่วนทีมปัจจุบันมีซาดิโอ มาเน่ (18) และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ (17) ไปจนถึงนาบี เกอิต้า และโจเอล มาติป (คนละ 1 ประตู) เรียกว่า มีความใกล้เคียงกันมาก

ในยุคที่ยังเปลี่ยนตัวได้คนเดียว แชงคลีย์ใช้นักเตะรวมแค่ 17 คนจาก 21 เกมดังกล่าว และ 8 คนลงเล่นทุกนัด ไม่ว่า จะเป็นตำนานผู้รักษาประตูอย่าง เรย์ คลีเมนซ์, เจ้าของสถิติลงเล่นมากที่สุดตลอดกาลของหงส์แดงอย่างเอียน คัลลาแฮน, เอ็มลีน ฮิวจ์ส์ ว่าที่กัปตันทีม หรือสตีฟ ไฮเวย์ นักเตะเหล่านี้เป็นกระดูกสันหลังทีม และลงเล่นทุกนาทีในช่วงเวลาดังกล่าว

ตรงข้ามกับคล็อปป์ใช้นักเตะถึง 23 คน และมีแค่ 4 คนลงเล่นทั้ง 21 เกมที่ชนะรวด ไม่ว่าจะเป็นคู่ฟูลแบ็กอย่างเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และแอนดี โรเบิร์ตสัน รวมถึงสองนักเตะดัตช์อย่างเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และจอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม

นอกจากนี้เขายังใช้นักเตะในหลายช่วงอายุ

นักเตะที่แก่ที่สุดในชัยนะในบ้านตลอดปีที่ผ่านมาคือ เจมส์ มิลเนอร์ ที่ลงเล่น 90 นาทีสองวันก่อนที่จะอายุครบ 34 ปีในชัยชนะ 2-0 เหนือเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ อายุเพียง 16 ปี 273 วัน ในเกมที่ลงเล่นแทนมิลเนอร์ ในเกมที่เขาลงเล่นน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีม 530 นัด

เทียบกับคัลลาแฮนที่อายุ 30 ปีเท่านั้น ขณะที่นักเตะอายุน้อยที่สุดคือ กัปตันทีมอีกคนในเวลาต่อมาอย่างฟิล ธอมป์สัน ที่อายุ 18 ปี 337 วันตอนที่เขาเริ่มลงเล่นตัวจริงในชัยชนะเกมที่ 20 จาก 21 ของปีนั้น (กับโคเวนทรี) รวมแล้วทีมชุดนั้นมีอายุเฉลี่ 25 ปี 74 วัน เทียบกับชุดของคล็อปป์ที่อายุเฉลี่ย 27 ปี 8 วัน มากกว่าสองปี แต่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน

ความจริงแล้วช่องว่างระหว่างกัปตันของทั้งสองทีมทั้งสองชุดยังเท่ากับความต่างของอายุเฉลี่ยที่ 2 ปี เมื่อทอมมี่ สมิธ อายุ 27 ปีในเวลานั้น ขณะที่จอร์แดน เฮนเดอร์สันอายุ 29 ปี และทั้งสองคนต่างคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ กับทีม และเฮนโด้หวังจะตามรอยความสำเร็จในลีกเช่นกัน

คล็อปป์กำลังนำยุคใหม่มาให้แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลกได้สนุกสนานไปพร้อมกับสปิริต และความมุ่งมั่นแบบเดียวกันในเกือบ 50 ปีก่อน และการเทียบกับทีมของแชงคลีย์นับว่า เป็นเรื่องไม่เลวเลย

รวบรวมสถิติจากไมเคิล รีด บรรณาธิการของอ็อปต้า